8 วิธีช่วยเจ้าหน้าที่คลายเครียด หลังช่วยผู้ประสบภัย

เปิด 5 สาเหตุทำเจ้าหน้าที่ช่วยคนน้ำท่วมเครียดสะสม แนะ 8 วิธีดูแลสุขภาพใจตนเอง อาการจะค่อยๆ หายได้เองภายใน 2-4 อาทิตย์ ชี้หากยังนอนไม่หลับเป็นเวลานาน ทำงานไม่ได้ หงุดหงิดมากเกือบตลอดทั้งวัน ให้รีบปรึกษาจิตแพทย์

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมขณะนี้ว่า จุดมุ่งหวังของกรมสุขภาพจิตก็คือการให้การดูแลจิตใจผู้ประสบภัยทุกคนให้เข้มแข็งในการคลี่คลายปัญหา เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วที่สุด ลดผลกระทบให้มีน้อยที่สุด ซึ่งขณะนี้เน้นหนักกลุ่มครอบครัวที่สูญเสียญาติพี่น้องหรือบุคคลอันเป็นที่รักจากน้ำท่วม กลุ่มผู้ประสบภัยทั้งผู้ที่สูญเสียที่อยู่อาศัย พื้นที่เกษตรกรรม ร้านค้า สถานประกอบการ ทรัพย์สิน หรือได้รับบาดเจ็บจากน้ำท่วมทั้งที่พักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว และอยู่ในบ้านที่มีน้ำท่วมขัง สำหรับที่จ.สกลนครและจ.นครพนม ได้เตรียมแผนในระยะฟื้นฟูช่วง 1-2 สัปดาห์หลังระดับน้ำลดลง โดยส่งทีมฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ จากรพ.จิตเวชนครพนมราชนครินทร์ รพ.จิตเวชเลยราชนครินทร์ และศูนย์สุขภาพจิตที่ 8 สมทบกับทีมเยียวยาฯของจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 8 ซึ่งมี 7 จังหวัดคือ สกลนคร นครพนม หนองคาย บึงกาฬ เลย อุดรธานี และหนองบัวลำภู รวมไม่ต่ำกว่า 10 ทีม เพื่อลงประจำการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง เช่น อ.กุสุมาลย์ โพนนาแก้ว พรรณานิคม อากาศอำนวย นาแก วังยางเป็นต้น ในวันที่ 7-11 สิงหาคม 2560 นี้

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า กลุ่มที่เป็นห่วงและอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจได้คือกลุ่มของผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เช่นอาสาสมัคร มูลนิธิกู้ภัยต่างๆ เจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชน ซึ่งอาจเกิดความเครียดสะสมมาจาก 5 สาเหตุได้แก่ 1.ความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากการทำงานที่ต้องเสี่ยงภัย 2.ทำงานภายใต้ความกดดันที่ต้องดูแลคนจำนวนมากติดต่อเป็นเวลานาน 3.การช่วยเหลือไม่เป็นไปอย่างคาดหวัง และ 4. ต้องทำงานแข่งกับเวลาและ 5. เห็นภาพความทุกข์ยากของผู้คนจำนวนมาก ทั้งผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ทำให้รู้สึกผิดที่ช่วยเหลือไม่ได้เท่าที่หวัง สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นให้ผู้ช่วยเหลือเกิดความเครียด โดยอาจมีอารมณ์หงุดหงิดโดยไม่มีสาเหตุ ร้องไห้บ่อยขึ้น หรือฝันถึงเหตุการณ์ร้ายซ้ำๆ ซึ่งเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ และจะค่อยๆหายไปเอง ใน 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการเหล่านี้รบกวนการทำงาน หรือสร้างความเครียด ควรปรึกษาจิตแพทย์ อย่ากังวลหรืออาย หรือโทรปรึกษาสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะจะทำให้การทำงานดีขึ้น

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ จ.นครพนม กล่าวว่า วิธีการดูแลจิตใจ ที่จะไม่ให้เกิดความเครียดสะสมหลังปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ขอแนะนำให้ใช้หลักการ “ผนึกกำลัง เสริมแรงใจ ตั้งสติ สร้างความรู้สึกปลอดภัยและความหวัง” จะเป็นทางออกได้ดี มี 8 ประการดังต่อไปนี้

1. ยึดการทำงานที่ปลอดภัย ทำงานเป็นกะเวลาที่แน่นอน สับเปลี่ยนกำลังถ้างานต้องดำเนินต่อเนื่อง เพื่อลดความล้าทางกายที่ส่งผลทางจิตใจ

2.ให้พักยกหรืออยู่กับความสงบบ้าง โดยพักผ่อน นอนหลับ กินอาหารให้ครบทุกมื้อ ออกกำลังกายเบาๆและทำกิจกรรมที่ชอบ เพื่อสร้างพลังให้ทำงานช่วยเหลือได้ดีขึ้น หากไม่มีเวลาขอแนะนำให้หลับตาชั่วครู่ หายใจเข้าออกช้าๆ ผ่อนคลาย หรือฟังเพลง ปิดทีวีสักครู่

3.ทบทวนการปฏิบัติงานหลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน เพื่อทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีคุณค่าที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น

4.. แบ่งปันประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นของตนเองกับผู้อื่น อย่าเก็บไว้คนเดียว เช่น เพื่อน ครอบครัว ผู้ร่วมงาน

5. สร้างบรรยากาศการทำงานที่ดูแลและเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นคำขอบคุณ การเชียร์กันเอง จะช่วยคลี่คลายอารมณ์หงุดหงิดได้มาก

6.มีความหวังที่เหมาะสมในการได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ถึงแม้ว่าไม่เป็นไปตามที่คิดไว้

7. หากรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว ขอให้นั่งพักหรือคุยกับหัวหน้าทีมหรือผู้บังคับบัญชาเพื่อขอความช่วยเหลือ ซึ่งไม่ใช่เป็นการยอมแพ้หรือไม่เอาไหน แต่เป็นการทำให้พลังการทำงานดีขึ้น

8. ในกรณีที่ผู้ช่วยเหลือเป็นผู้ประสบภัยฯ ด้วย อาจรู้สึกสองจิตสองใจ ระหว่างหน้าที่และเรื่องส่วนตัว ทำให้ไม่แน่ใจระหว่างการเสียสละเพื่อทำงาน ในขณะที่ตนเองไม่มีเวลาไปดูแลความสูญเสียของตนเองและครอบครัว ขอแนะนำให้พิจารณาความจำเป็นและเร่งด่วน หากว่าจำเป็นที่จะต้องไปดูแลคนในครอบครัวโดยด่วน ควรทำหน้าที่ของการดูแลคนในบ้านก่อน

“ หากยังมีอาการนอนไม่หลับเป็นเวลานานจนทำงานไม่ได้ เครียดหงุดหงิดมากเกือบตลอดทั้งวัน ถึงแม้เวลาผ่านไปมากกว่า 2 อาทิตย์ หรือมีความรู้สึกสิ้นหวัง หรือมีความคิดจะฆ่าตัวตายแทบตลอดเวลา ขี้ลืมมาก ไม่มีสมาธิกับการทำงานเลย นึกถึงเรื่องการสูญเสียที่เคยผ่านมา ในอดีตบ่อยครั้ง ขอให้รีบปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อรับการดูแลรักษาทันที เนื่องจากมียารักษาหายขาด อย่าปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรัง” นพ.กิตต์กวี กล่าว

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก สสส